วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ผู้หญิงดูดี.....กับการวางตัวในโลกยุคใหม่



ดร. ดร.พิมพ์อุไร ลิมปพันธิ์ ผู้เชี่ยวชาญการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมระดับชาติ เธอบอกว่า ผู้หญิงในโลกยุคใหม่ควรจะมีความ....
“น่าคบ”

ผู้หญิงบางครั้งมัวแต่มุ่งมั่นว่า ฉันจะทำงาน ฉันจะเก่ง เลยลืมไปว่าเวลาทำงานก็จะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีด้วย เราจะต้องสร้างสมดุลให้ได้ ทั้งเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าเก่งเรื่องงานอย่างเดียวก็อาจจะขาดความนุ่มนวลได้ พอขาดความนุ่มนวลก็เลยมองดูก้าวร้าว

"น่านับถือ"


น่านับถือ เกิดจากความดูดี แบบคนมีสติ และนิ่ง เวลาที่เรามีสติ และนิ่ง เราก็จะมีสมาธิ มีความสามารถ ในการเพ่งพินิจพิจารณาจะเริ่มอะไร จะทำอะไรก็ทำได้ เราจะสามารถมองหาสิ่งต่างๆ รอบตัวเราได้ง่ายขึ้น


“น่าศรัทธา”

จะให้ใครเขาศรัทธาในตัวเรา เราต้องรู้จริงในเรื่องของตัวเอง และรู้จักตัวเองให้มากที่สุด เช่น ผู้หญิงบางคนจะต้องเป็นแม่คนและต้องทำงานด้วย ก็ต้องรู้จักแบ่งหน้าที่ เช่น ในชีวิตส่วนตัว ก็ต้องเป็นคุณแม่ที่น่ารัก เป็นภรรยาที่น่ารักภูมิใจ ในเวลาเดียวกัน เมื่อออกไปทำงานนอกบ้าน ก็ต้องคิดว่านี่เราออกมาทำงานนะ ต้องสร้างชีวิตที่สมดุลให้ได้ ต้องทำทั้งสองอย่าง อย่างมีความสุข รู้จริงทั้งในบทบาทที่จะเป็นแม่ รู้จริงในบทบาทของคนทำงาน

“น่ายำเกรง”

เราจะมีความน่ายำเกรง เมื่อเรามีบุคลิกภาพที่เหมาะสม สร้างสมดุลในชีวิตได้ ความน่ายำเกรงมันก็จะออกมาตามธรรมชาติ จิตใจเรางาม วาจางาม การประพฤติปฏิบัติ ภาษากาย เราก็ต้องงามไปด้วยเราจะรู้ตัวว่าอย่างไหนเหมาะ ไม่เหมาะ ควรไม่ควร





วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การเปลี่ยนเเปลงเมื่อวัยเปลี่ยนไป



เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของชีวิตและจิตใจคน ตั้งแต่เกิด เป็นเด็กอ่อน เด็กโต เข้าวัยรุ่น เป็นผู้ใหญ่ เข้าวัยกลางคน และสูงวัย ทั้งรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลง มีประสบการณ์ผ่านการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมาบ้าง ไม่มากก็น้อย การเปลี่ยนแปลงในช่วงแรกของชีวิต ดูเสมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เมื่อเด็กเล็ก คว่ำได้ คลานได้ เดินได้ พูดได้ ล้วนแต่น่ารัก แต่การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยชรา แม้ว่าเราจะเคยรับรู้ จากการเห็นการเปลี่ยนแปลงของญาติผู้ใหญ่ เช่นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย แต่อาจไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง หากทำใจปรับตัวให้รับสภาพการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ อาจทำให้ชีวิตในบั้นปลายไม่มีความสุขเท่าที่ควร เพราะการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยสูงอายุ มักจะเป็นไปในทิศทางที่ถดถอยมี แต่ความเสื่อม
เริ่มจากผิวหนัง จะเหี่ยวย่น ผิวหนังบาง แห้ง ขาดความมัน และชุ่มชื้น ทำให้คัน แพ้โน่นแพ้นี่ง่าย และอาจเกิดโรคผิวหนังได้ เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังเปราะบาง แตกง่าย สีผิว ก็เปลี่ยนแปลง ผิวอาจตกกระ หรือเกิดจุดขาว การปรับตัวในการรับความรู้สึกร้อนหนาว จะไม่ดีเหมือนเดิมมีลักษณะของวัยทอง ความสวยงาม หรือความหล่อเหลา ก็อาจลดลง
ผมและขนก็เปลี่ยนสี สำหรับคนที่ผมเคยดกดำก็กลายเป็นเทา หรือขาว แถมยังร่วงง่าย และบางลงจนอาจจะกลายเป็นศีรษะล้านได้ ในผู้หญิงแม้การเกิดผมร่วงจะน้อยกว่าชาย แต่ก็มีอาการผมบางได้ และถ้าทั้งบางทั้งขาวก็ดูเหมือนไม่มีผม การเปลี่ยนแปลงของทั้งผิวและผม อาจทำความมั่นใจในภาพลักษณ์ของตัวเองลดลง นอกจากนี้รูปร่างก็อาจ อ้วนขึ้น หรือผอมลง ทั้งชายหญิงมักมีแนวโน้มที่จะอ้วนขึ้น หรือลงพุง ผมน้อย ทำให้ความมั่นใจในตัวเองอาจลดลง
ประสาทสัมผัสต่างๆ จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นสายตายาวขึ้น หูตึง ฟังได้ไม่ชัดเจน จนเจ้าตัวอาจต้องพูดดังขึ้น การรับกลิ่นของจมูก รวมทั้งความสามารถของลิ้นในการรับรสอาจ น้อยลงซึ่งนับว่าเป็นอันตราย เพราะการได้กลิ่น และรับรส ทำให้มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกลิ่นได้ถูกต้อง เช่นไม่รับประทานอาหารบูดหรือเสีย ที่มีกลิ่น รส ผิดปกติ
ระบบต่างๆ ในร่างกายก็เสื่อม เช่นระบบการย่อยอาหาร เริ่มตั้งแต่ฟัน หากฟันผุ ฟันหัก หรือหลุดร่วง เมื่อไม่มีฟัน หรือฟันไม่ดี การรับประทานอาหาร และการย่อยก่อนถึงกระเพาะก็ทำได้ไม่ดี ระบบการย่อยอาหารโดยอวัยวะต่างๆ เช่น การย่อยในกระเพาะและในลำไส้ และการย่อยโดยอาศัยการทำงานของตับอาจเสื่อมลง หากตับอ่อนเสื่อมลงการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดก็จะมีประสิทธิภาพลดลง นำไปสู่โรคเบาหวาน และหากเป็นเบาหวาน โรคที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานอื่นๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ก็อาจตามมา ระบบขับถ่ายก็อาจไม่ปกติ เพราะการทำงานเสื่อมลง บางคนหูรูดของกระเพาะเสื่อมทำให้เป็นโรคกรดไหลย้อนกลับ
กระดูก ที่เป็นโครงหลักของร่างกายก็เปราะบาง แตกหักได้ง่าย สังเกตได้จากเมื่อหกล้มตอนที่เป็นเด็กอายุยังน้อย อาจเจ็บชั่วครู่เดียวก็หาย แต่เมื่ออายุมากขึ้นหกล้มนิดเดียวกระดูกก็แตกได้ และเจ็บปวดมาก กว่าจะหายใช้เวลานาน น้ำหล่อลื่นตามข้อต่างๆ แห้ง ข้อต่างก็เสื่อม รู้สึกขัดตามข้อ อาจมีข้ออักเสบ เจ็บปวดตามข้อต่างตามมาได้ เพราะเมื่อกระดูกบางลงแต่ยังรับน้ำหนักของร่างกายเท่าเดิมหรือมากกว่าทำให้เกิดอาการปวดเข่า หรือหลังโค้งงอได้
กล้ามเนื้อเล็ก และเหี่ยวลง จึงอ่อนแรง เคลื่อนไหว และทำงานได้ช้าลง อ่อนล้าเร็ว และการทรงตัวไม่ดี
การทำงานของปอดเสื่อม การขยายและยุบตัว และการหายใจไม่ดี เหนื่อยง่าย หายใจไม่สะดวก กระดูกทรวงอกบาง กล้ามเนื้อทรวงอกเสื่อม ทำให้การหายใจไม่สะดวกยิ่งขึ้น หัวใจก็อ่อนแรง หลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น ความดันเลือดสูงขึ้น ลิ้นหัวใจอาจรั่ว ทำให้เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร ถ้ารั่วมาก อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ระบบขับถ่ายปัสสาวะ เช่น ไตก็ เสื่อมลง ขับของเสียออกจากร่างกายได้น้อยลง แต่ขับน้ำได้มากขึ้น จึงปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น กล้ามเนื้อหูรูดของท่อปัสสาวะหย่อน กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ถ่ายปัสสาวะออกจากกระเพาะปัสสาวะได้ไม่หมด ผู้ชายอาจมีอาการต่อมลูกหมากโต
ระบบประสาทสมองเสื่อม ความรู้สึกช้า การเคลื่อนไหวช้า ความสัมพันธ์ระหว่าง การทำงานของสมอง กล้ามเนื้อ และข้อ จะเสียไป ต่อมต่างๆเสื่อมไป ต่อมที่เกี่ยวกับระบบเพศเสื่อมลง
นอกจากสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ผู้สู งอายุที่ผ่านพ้นวัยทำงาน การเปลี่ยนสภาพจากผู้เคยมีกิจกรรมเต็มเวลา มาเป็นไม่ต้องทำงานเพราะเกษียณอายุ ก็จะต้องเผชิญกับการปรับเปลี่ยนกิจวัตร และสิ่งแวดล้อม เมื่อไม่มีงานประจำ อาจทำให้ความรู้สึกนึกคิดจิตใจเปลี่ยนไป อาจเหงาไม่สดชื่นร่าเริงเท่าที่ควร เพราะบทบาททางหน้าที่การงานลดหรือหมดไป รู้สึกว่าตนไม่มีประโยชน์ รายได้ก็อาจลดลงไปด้วย อาจทำให้มีปัญหาใหม่เกิดขึ้น
ความเสื่อมของร่างกายตามวัยที่กล่าวถึงข้างต้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ เป็นสิ่งที่เรารับทราบ จากการอ่าน การได้รับฟัง ในรูปแบบต่างๆ อย่างไรก็ตาม แต่ละคนอาจพบ หรือเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันไป เช่นเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างกัน บางคนอาจพบเร็วกว่าบางคน อย่างไรก็ตาม มีผู้เขียนหนังสือชื่อว่า “คุณยังไม่แก่จนกว่าจะอายุเก้าสิบแต่ก็ต้องเตรียมตัว” แสดงว่าแม้จะเกษียณอายุจากการทำงาน หลังอายุหกสิบจริงๆ แล้วเรายังไม่แก่ ถ้าเราเตรียมพร้อมที่จะปรับ
ดังนั้นหากเป็นไปได้จึงควรมีการเตรียมตัวก่อนหรือเมื่อถึงวัยเกษียณ เพื่อจะได้มีชีวิตอย่างมีความสุขไปอีกสามสิบปีก่อน ถ้าจะแก่เมื่ออายุเก้าสิบ แต่ต้องเตรียมรับความเปลี่ยนแปลง และคุณก็อาจมีอายุเก้าสิบโดยที่ยังแข็งแรงดูดี มีความสุขได้ การเตรียมตัวที่ว่านี้ต้องทำอย่างไร เราลองมาเริ่มศึกษาหาข้อมูลและปฏิบัติเพื่อความสุขของเราหลังวัยทำงานกันเถอะ



บทความนี้กล่าวถึงเรื่อง “วิธีการเรียนอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ” โดยเนื้อหาจะถูกแบ่งเป็นวิธีการเรียนในสองระดับชั้น ได้แก่ การเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา และการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย

มีใจความสำคัญ ดังต่อไปนี้
ระดับชั้นมัธยมศึกษา
ตั้งเป้าหมาย
เริ่มตั้งเป้าหมายว่า เราอยากจะเข้าคณะอะไร ในสถาบันการศึกษาแห่งไหน ซึ่งคณะและสถาบันการศึกษาดังกล่าวจะต้องเป็นสายวิชาที่เราชอบ เพราะถ้าเราได้เรียนในสิ่งที่เราชอบเราจะมีความสุขและประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ฉะนั้น เมื่อตั้งเป้าหมายได้แล้วว่าจะเรียนที่ไหน หลังจากนั้นให้ไปเยี่ยมชมคณะและมหาวิทยาลัยด้วยตนเอง เพื่อซึมซับบรรยากาศและความรู้สึกต่าง ๆ ณ สถานที่แห่งนั้น พยายามจดจำภาพและความรู้สึกให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เมื่อภาพทุกภาพถูกตรึงเข้าไปในจิตใต้สำนึกของเรา สิ่งนี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนให้เราเกิดกำลังใจในการอ่านหนังสือ และจะเป็นตัวที่คอยเตือนให้เรามีสติรู้ว่า ตอนนี้เป้าหมายที่สำคัญที่สุดในชีวิตคืออะไร ตอนนี้เราควรทำสิ่งใดและไม่ควรทำสิ่งใด นอกจากนั้น นักเรียนที่เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะต้องมีความมุ่งมั่นและตั้งจิตว่า “จะต้องเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยดังกล่าวให้ได้” เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนและแน่นอนตรึงอยู่ในใจแล้ว ให้เริ่มตั้งใจอ่านหนังสือด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเท รวมสมาธิทั้งหมดลงสู่เรื่องเรียนอย่างเดียว เรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องความรักจะต้องพักเอาไว้ก่อน มิฉะนั้น จิตใจเราจะวอกแวกว้าวุ่น สมาธิจะแตก ห่วงหน้าพะวงหลัง ทำให้อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง และจะทำให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ในที่สุด
ศึกษาแนวข้อสอบ
ศึกษาแนวข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยย้อนหลังสิบปี ลองฝึกทำและวิเคราะห์ดูว่าเราถนัดและไม่ถนัดเรื่องไหนบ้าง เพื่อจะรู้ว่าความสามารถที่แท้จริงของเรานั้นอยู่ในระดับไหน ยังต้องปรับปรุงในส่วนใดอีกบ้าง และควรเริ่มทำในเรื่องเรื่องที่ยากและสำคัญที่สุดก่อน
ให้ความสำคัญกับวิชาหลักของคณะที่เราจะสอบเข้า
ให้สนใจและให้ความสำคัญที่วิชาหลักของคณะที่เราจะสอบเข้า เช่น คณะบริหารธุรกิจให้เน้นที่วิชาเลขและวิชาภาษาอังกฤษ เป็นต้น โดยวิชาดังกล่าวนั้น เราจะต้องทำคะแนนให้ได้มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ จึงจะมีโอกาสสูงในสอบติด
เรียนพิเศษเสริมในโรงเรียนกวดวิชา
เลือกเรียนพิเศษในโรงเรียนกวดวิชาดี ๆ เพราะคุณครูตามโรงเรียนกวดวิชานั้นจะมีการศึกษาและวิเคราะห์ข้อสอบมาเป็นอย่างดีแล้ว พร้อมกับการมีเทคนิคต่าง ๆ ในการสอนและในการทำข้อสอบ ทำให้เรียนแล้วไม่น่าเบื่อ และยังช่วยให้เราทำข้อสอบได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว นอกจากนั้น การเรียนในโรงเรียนกวดวิชาจะทำให้เรามีความกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น เพราะบรรยากาศเอื้ออำนวยให้เรียน เนื่องจากนักเรียนที่ไปเรียนในโรงกวดวิชานั้น ส่วนใหญ่มักเป็นเด็กที่มีความขวนขวายในการศึกษาเล่าเรียน และมีความมุ่งมั่นที่จะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ จึงทำให้บรรยากาศนั้นน่าเรียนตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม การเรียนในโรงเรียนย่อมมีความสำคัญด้วยเช่นเดียวกันเพราะเป็นการสอนตั้งแต่ระดับพื้นฐานเพื่อช่วยในการนำไปต่อยอดความรู้จากสถาบันกวดวิชาต่อไป
สรุปเนื้อหาความรู้ของแต่ละวิชา
ทบทวนและสรุปเนื้อหาความรู้ต่าง ๆ ที่ได้ร่ำเรียนมาจากทั้งในโรงเรียนและสถาบันกวดวิชา โดยการถามตัวเองว่า แก่นความรู้ของวิชานี้อยู่ตรงไหน เนื้อหาสำคัญมีอะไรบ้าง มีประเด็นใดที่เราต้องศึกษาเพิ่มเติม เราเข้าใจถ่องแท้แล้วหรือยัง และเราจำอะไรได้บ้าง เป็นต้น การสรุปเนื้อหาคือ การคุยกับตัวเองและเขียนสรุปประเด็นออกมาเป็นข้อ ๆ เพื่อทำให้เราเห็นตนเองชัดขึ้น จะได้ไม่เกิดความท้อในการอ่านหนังสือ เพราะเมื่อเขียนออกแล้วเราจะรู้ว่าสิ่งใดควรอ่านบ้างและมีมากน้อยเพียงใด ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่มากอย่างเราคิดไว้ก็ได้
สวดมนต์เพื่อสร้างกำลังสมาธิ
กำลังสมาธิจะช่วยให้เราสามารถเข้าใจเนื้อหาได้อย่างง่ายดาย จดจำข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว สามารถตอบคำถามได้อย่างตรงประเด็น และอ่านเท่าไรก็ไม่เหนื่อย ฉะนั้น กำลังสมาธิจึงเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะการพยายามจดจำข้อมูลมากมายในระยะเวลาที่จำกัด หากไม่มีกำลังสมาธิเพียงพอคงจะทำได้ยาก หรืออาจจะต้องเสียเวลามากจนเกินไป

ระดับมหาวิทยาลัย
ตั้งเป้าหมาย
ตั้งเป้าหมายว่า “เราจะต้องคว้าเกียรตินิยมมาให้ได้” สิ่งนี้สำคัญมากเพราะการได้เกรดเฉลี่ยดี ๆ จะช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนต่อ และหางานได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้น นักศึกษาจะต้องตระหนักอยู่ในใจเสมอว่า การเรียนเก่งจะทำเราได้รับการยอมรับจากสังคม หางานง่าย และเป็นเกียรติประวัติติดตัวตลอดกาล ฉะนั้น นักศึกษาจึงไม่ควรลงเรียนในรายวิชาที่เนื้อหามีความยากจนเกินไป หรือในกรณีที่คุณครูผู้สอนถ่ายทอดความรู้ไม่เก่ง ทำให้เรียนเข้าใจยาก และถึงแม้ว่าอาจารย์คนนั้นจะเก่งแค่ไหนก็ตาม วิชานี้ก็ไม่ควรเลือกที่จะลงเรียนเพราะอาจทำให้เรียนไม่จบหรือได้คะแนนไม่ดี อย่างไรก็ตาม หากเป็นวิชาบังคับเลือกไม่ได้ นักศึกษาจะต้องตั้งใจเรียนให้มากขึ้น หมั่นทบทวนวิชาความรู้ และปรึกษาอาจารย์ผู้สอนหากมีเนื้อหาที่ไม่เข้าใจ เป็นต้น
เห็นข้อดีของการตั้งใจเรียน
การตั้งใจเรียนจะเป็นการสร้างระเบียบวินัยในชีวิต ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่า คนที่เรียนเก่งประสบความสำเร็จมักจะมีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ รู้ว่าควรทำอะไร เมื่อไหร่และอย่างไร ฉะนั้น การตั้งใจเรียนให้ประสบความสำเร็จนอกจากจะได้เกรดเฉลี่ยสูง ๆ แล้ว ยังจะเป็นการช่วยสร้างนิสัยที่ดีได้ด้วย ฉะนั้น ช่วงเวลาสี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัยจะเป็นสี่ปีแห่งการค้นหาตัวเองว่า แท้จริงแล้วเราชอบอะไรกันแน่ เมื่อเรียนจบแล้วเราอยากทำอาชีพอะไร ยิ่งเราค้นพบตัวเองได้เร็วเท่าไร เราจะยิ่งมีความสุขในการเรียนมากยิ่งขึ้น ทุก ๆ วันที่ผ่านไปจะเสมือนการก้าวข้ามสะพาน ซึ่งจะนำพาเราไปถึงเป้าหมายที่เราใฝ่ฝันไว้ เราจะเกิดความกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้นไปอีก เมื่อนั้นผลการเรียนย่อมดีขึ้นตามไปด้วยอย่างแน่นอน
ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องไปเรียนต่อต่างประเทศให้ได้
การเรียนต่อต่างประเทศมีข้อดีมากมาย นอกจากจะเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กับตัวเองแล้ว เรายังสามารถนำความรู้ที่ทันสมัยมาพัฒนาประเทศชาติต่อไปได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม หากเราขาดแคลนทุนทรัพย์ในการจะไปเรียนต่อต่างประเทศ เรายิ่งจะต้องตั้งใจเรียนมากขึ้น และพยายามชิงทุนการศึกษาเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศให้ได้
สวดมนต์เพื่อสร้างกำลังสมาธิ
กำลังสมาธิจะช่วยให้เราเรียนรู้ได้รวดเร็ว มีความจำดี เรียนได้โดยไม่เครียด และประหยัดเวลาในการจดจำและทบทวนบทเรียน ทำให้เราสามารถใช้เวลาที่เหลือไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้อีกด้วย
ตั้งใจเรียน เข้าเรียนสม่ำเสมอ และหมั่นทบทวนเนื้อหาเป็นประจำ
ขณะที่เรียนเราควรพยายามสร้างมโนภาพตามเนื้อหาที่อาจารย์สอน แล้วสรุปเนื้อหาออกมาเป็นประเด็น ๆ จดเป็นคำหลัก ๆ 2-3 คำ หลังจากนั้น ให้นำข้อมูลดังกล่าวมาประมวลอย่างเป็นระบบโดยให้สรุปเป็นประเด็นสำคัญโดยการคุยกับตัวเองว่า วันนี้เราเรียนอะไรไป ประเด็นหลักคืออะไร และให้เขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งการสรุปเนื้อหานี้อาจทำวันต่อวันหรือสัปดาห์ละครั้งก็ได้
ปลูกฉันทะในการเรียน
พยายามบอกตัวเองว่า เรามาเรียน เพื่อนำวิชาความรู้ไปประกอบอาชีพ และเพื่อไปเรียนต่อเมืองนอก ฉะนั้น เราจะต้องตั้งใจเรียนต่อไป เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนรู้ว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ และทำไปเพื่ออะไร เราจึงจะเรียนอย่างมีความสุข และในขณะที่เรียน ให้หมั่นถามตัวเองว่า วิชาที่เรากำลังเรียนอยู่นี้ มีเนื้อหาเหมือนกับที่เราเคยรู้มาหรือไม่ หรือขัดแย้งกับความรู้เดิม หรือเป็นความรู้ใหม่ เป็นต้น เพื่อหัดให้ตนเองรู้จักการฝึกคิดพิจารณาและวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งทักษะนี้สามารถนำไปใช้ในการทำงานในอนาคตได้อีกด้วย
หัดเดาข้อสอบ
ลองจินตนาการว่า ถ้าเราเป็นครู เราน่าจะออกข้อสอบอะไร และในขณะที่ทบทวนบทเรียนอยู่นั้น หากเนื้อหาใดที่ไม่เข้าใจ ควรไปหาความรู้เพิ่มเติมหรือสอบถามอาจารย์ผู้สอนอีกครั้ง
เลือกทบทวนบทเรียนในช่วงเวลาที่ร่างกายและจิตใจเรามีความพร้อมมากที่สุด
ช่วงเวลาของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน บางคนถนัดในการอ่านหนังสือตอนกลางคืนมากกว่าตอนเช้าตรู่ เป็นต้น ฉะนั้น เราต้องสังเกตว่าช่วงเวลาใดเป็นช่วงที่เหมาะกับเรามากที่สุด
อย่าเรียนมากนัก
การเรียนมากกว่าคนอื่นบางทีก็มิได้เป็นตัวตัดสินว่า เราเก่งกว่าผู้อื่น เพราะในความเป็นจริงแล้ว ความรู้ย่อมมิได้มีอยู่เพียงแค่ในตำราเท่านั้น การเรียนมากเกินไปจะทำให้คิดไม่เป็น เพราะจะเน้นท่องจำอย่างเดียว ฉะนั้น การเรียนที่ถูกต้องคือ เมื่อเรียนแล้วจะต้องกลับไปทบทวนและนำความรู้ต่างมาขบคิดพิจารณาด้วย
ฝึกภาษาอังกฤษให้แตกฉาน
ทั้งการพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน เพราะความรู้ในปัจจุบัน มักมาจากตำราภาษาอังกฤษ ฉะนั้น หากเรามีความเชี่ยวชาญในการใช้ภาษาย่อมเป็นการดี และสิ่งนี้จะช่วยให้เราได้มีโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือได้ทำงานในบริษัทต่างชาติชั้นนำอีกด้วย

ความกตัญญูกตเวที



คนดี ย่อมเป็นที่ยกย่องนับถือของคนทั่วไป เพราะอำนาจของความกตัญญูกตเวที ดังพระบาลีที่ว่า "ความกตัญญูกตเวที เป็นเครื่องหมายของคนดี"

กตัญญู หมายถึง บุคคลผู้รู้คุณของคนอื่น กตเวที หมายถึง บุคคลที่ตอบแทนผู้มีคุณแก่ตน ดังนั้น คำว่า กตัญญูกตเวที จึงหมายถึง บุคคลผู้รู้คุณที่คนอื่นกระทำแล้วและทำตอบแทน

บุคคลที่มีคุณและสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เรานั้นมีมากมาย ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ พระมหากษัตริย์ เป็นต้น

พ่อแม่ เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ลูก เลี้ยงดู ป้องกันและรักษา พ่อแม่ที่เป็นพ่อแม่จริงๆ เมื่อให้กำเนิดลูกแล้วจะไม่ทอดทิ้ง ถึงแม้จะประสบความลำบากยากจน ลำเค็ญสักเพียงใดก็ตาม ก็จะไม่ทอดทิ้งลูก กลับคอยป้องกันภัยอันตรายต่างๆ ไม่ให้เกิดแก่ลูก เมื่อมีเหตุสุดวิสัยที่จะป้องกันได้ เช่น ต้องประสบภัยคือความเจ็บไข้ได้ป่วย พ่อแม่ก็ไม่ทอดทิ้งพยายามทำการรักษา พยาบาลด้วยตัวเองบ้าง หาหมอมารักษาบ้าง บางครั้งพ่อแม่ต้องทำงานหนัก อาบเหงื่อต่างน้ำ ยอมอด ยอมทนเพื่อลูก ต้องการให้ลูกได้ศึกษาเล่าเรียน มีความรู้ ความฉลาดเท่าทันคนอื่น

พ่อแม่ นอกจากจะให้กำเนิด เลี้ยงดู ป้องกันรักษาลูกแล้ว ท่านทั้งสองยังมีจิตใจที่ประกอบด้วยคุณธรรม คือ พรหมวิหารธรรม 4 ประการ อันได้แก่ เมตตา ความรักใคร่สนิทสนม กรุณา ความปรานีสงสารในเมื่อมีความทุกข์ยากเดือดร้อน มุทิตา พลอยยินดีในความสำเร็จของลูกด้วยความจริงใจ และอุเบกขา ความวางเฉยในเมื่อลูกมีการงานทำ สามารถเลี้ยงตนและครอบครัวได้

พ่อแม่ได้ทำการเลี้ยงดู จึงต้องเลี้ยงท่านตอบแทน ช่วยทำการงานของท่าน รักษาวงศ์สกุลไว้ ประพฤติตนให้เป็นผู้ควรรับมรดก เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ควรทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ ดังนั้น พ่อแม่จึงเป็นผู้มีคุณแก่ลูกทั้งหลาย

ครูอาจารย์ เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้ ไม่ว่าจะเป็นระดับไหน ชั้นไหนก็ตาม เรียกว่าท่านสอนให้เรามีความรู้ ความสามารถ ประกอบด้วยคุณธรรม จริยธรรม นำคุณธรรมและจริยธรรมไปใช้เป็นเครื่องมือป้องกันตัวเอง นำความรู้ความสามารถไปใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพการงาน ครูอาจารย์นับได้ว่า เป็นครูคนที่สองรองจากพ่อแม่

ครูอาจารย์ ได้ทำการอบรมสั่งสอน จึงต้องทำการต้อนรับด้วยความเต็มใจ เมื่ออยู่ร่วมกับท่าน ต้องเข้าไปคอยอุปัฏฐากรับใช้ เมื่อไม่ได้รับใช้ใกล้ชิดท่าน เวลาท่านมีกิจเรียกใช้ ก็ยินดีรับใช้ เชื่อฟังคำสอนของท่านและตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ดังนั้น ครูอาจารย์จึงเป็นผู้มีคุณแก่ศิษย์ทั้งหลาย

พระมหากษัตริย์ หมายถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ผู้ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ สืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์องค์ก่อนๆ ซึ่งได้รักษาเอกราชของประเทศมา ไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่น มอบมรดกคือเอกราชและอธิปไตยไว้ให้แก่พวกเรา แม้ทุกวันนี้พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของชนชาติไทย ทรงสละความสุขส่วนพระองค์เพื่อความสุขของพสกนิกร โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ แม้จะอยู่ในถิ่นทุรกันดารไกลแสนไกลเพียงใด พระองค์ก็เสด็จไปบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ช่วยเหลือและให้กำลังใจเสมอ

ดังนั้น พระมหากษัตริย์ จึงเป็นผู้มีคุณแก่พสกนิกรทั้งหลาย สมควรที่บุคคลผู้อาศัยอยู่ใต้ร่มพระบารมีต้องประพฤติตนเป็นพลเมืองดี เคารพเชื่อฟังในพระบรมราโชวาทที่ตรัสสอน

ด้วยเหตุที่พ่อแม่ ครูอาจารย์ และพระมหากษัตริย์ ได้สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่ลูก จึงนับว่าเป็นผู้มีคุณ และสมควรอย่างยิ่งที่ทุกๆ คนควรที่จะตอบแทนคุณ คือ สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่ท่านเหล่านั้นบ้าง ตามสมควรแก่ความสามารถและโอกาสอำนวย
ธรรมะวันหยุด

วันอาสาฬหบูชา




ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี จะตรงกับวันสำคัญทางพุทธศาสนาอีกหนึ่งวัน นั่นคือ "วันอาสาฬหบูชา" ซึ่งในปี พ.ศ.2555 นี้ วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันที่ 2 สิงหาคม และวันเข้าพรรษา ตรงกับวันที่ 3 สิงหาคม

ทั้งนี้ คำว่า "อาสาฬหบูชา" สามารถอ่านได้ 2 แบบ คือ อา-สาน-หะ-บู-ชา หรือ อา-สาน-ละ-หะ-บู-ชา ซึ่งจะประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ อาสาฬห ที่แปลว่า เดือน 8 ทางจันทรคติ กับคำว่า บูชา ที่แปลว่า การบูชา เมื่อนำมารวมกันจึงแปลว่า การบูชาในเดือน 8 หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน 8

วันอาสาฬหบูชา คือวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้ได้ 2 เดือน โดยแสดงปฐมเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานาม และพระอัสสชิ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ จน พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้บรรลุธรรมและขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา จึงถือว่าวันนี้มีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์ครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนพุทธศักราช 45 ปี

ทั้งนี้ พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัจจวัคคีย์ทั้ง 5 เรียกว่า "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม ซึ่งหลังจากปฐมเทศนา หรือเทศนากัณฑ์แรกที่พระองค์ทรงแสดงจบลง พระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระโสดาบัน จึงขออุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ได้ประทานอุปสมบทให้ด้วยวิธีที่เรียกว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" พระโกณฑัญญะจึงได้เป็น พระอริยสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ต่อมา พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม และได้อุปสมบทตามลำดับ

สำหรับใจความสำคัญของการปฐมเทศนา มีหลักธรรมสำคัญ 2 ประการ คือ

1. มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นกลางๆ ถูกต้องและเหมาะสมที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายได้ มิใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงสุด 2 อย่าง หรืออย่างหนึ่งอย่างใด คือ

การหมกมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่าเป็นการหลงเพลิดเพลินหมกมุ่นในกามสุข หรือกามสุขัลลิกานุโยค

การสร้างความลำบากแก่ตน ดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด รวมเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค

ดังนั้น เพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดเหล่านี้ ต้องใช้ทางสายกลาง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา โดยมีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ 8 ประการ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ 8 ได้แก่

1. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง

2. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม

3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ กล่าวคำสุจริต

4. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ คือ ทำการที่สุจริต

5. สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คือ ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต

6. สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี

7. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด

8. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คือ คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน

2. อริยสัจ 4 แปลว่า ความจริงอันประเสริฐของอริยะ ซึ่งคือ บุคคลที่ห่างไกลจากกิเลส ได้แก่

1. ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร ต้องยอมรับรู้ กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด

2. สมุทัย ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆ

3. นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา

4. มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห้งการแก้ปัญหา อันได้แก่ มรรคมีองค์ 8 ประการดังกล่าวข้างต้น


กิจกรรมวันอาสาฬหบูชา

พิธีกรรมโดยทั่วไปที่นิยมกระทำในวันนี้ คือ การทำบุญ ตักบาตร รักษาศีล ฟังพระธรรมเทศนา และสวดมนต์ ในตอนค่ำก็จะมีการเวียนเทียนที่เป็นการสืบทอดประเพณีอันดีงามของไทยเรา ดังนั้น พุทธศาสนิกชนทั้งหลายควรเข้าวัด เพื่อน้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย อีกทั้งยังเป็นการช่วยชะล้างจิตใจให้ปลอดโปร่งผ่องใส จะได้มีร่างกายและจิตใจที่พร้อมสำหรับการดำเนินชีวิตในยุคที่ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นอย่างนี้...

วันเเม่เเห่งชาติ




วันแม่แห่งชาติ ที่คนไทยทั่วไปนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า วันแม่ ทุกคนรับทราบและซาบซึ้งกันดี เนื่องจากวันสำคัญนี้ตรงกับ วันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือวันที่ ๑๒ สิงหาคม อันเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ และถือว่าเป็นวันแม่แห่งชาติด้วย


ความหมายของดอกมะลิ
ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์และเป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมเย็นระรื่นใจ จึงยกย่องให้ดอกมะลิเป็นสัญลักษณ์ เป็นดอกไม้วันแม่แห่งชาติ ซึ่งทางราชการให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ เริ่มในปี พ.ศ.2519 เป็นต้นมา อ่านเพิ่มเติม

ประวัติวันแม่แห่งชาติ
แต่เดิมนั้น วันแม่แห่งชาติได้กำหนดเอาวันที่ ๑๕ เมษายน ของทุกๆ ปี ทั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรีประกาศรับรองเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๙๓ ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าการจัดงานวันแม่ของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้รับมอบหมายให้จัดงานวันแม่ มาตั้งแต่วันที่ ๑๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ เป็นครั้งแรก เป็นต้นมานั้นได้รับความสำเร็จด้วยดี ด้วยประชาชนให้การสนับสนุนจนสามารถขยายขอบข่ายของงานให้กว้างออกไปได้ การจัดงานไม่เพียงแต่จัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังจัดให้มีการประกวดแม่ของชาติ ประกวดคำขวัญวันแม่ ทั้งนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่แม่ และเพื่อเพิ่มความสำคัญของงานวันแม่ให้ยิ่งๆ ขึ้น ด้วยเหตุนี้งานวันแม่จึงเป็นวันแม่ประจำปีของชาติตามประกาศของรัฐบาล ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม (สมัยนั้น) แต่ทั่วไปเรียกกันว่า วันแม่ของชาติ

ต่อมาถึง พุทธศักราช ๒๕๑๙ ทางราชกาารได้เปลี่ยนใหม่ให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ ๑๒ สิงหาคม เป็น วันแม่แห่งชาติ เริ่มในปีพุทธศักราช ๒๕๑๙ เป็นต้นมา จากหนังสือของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ชื่อแม่หลวงของปวงชน พิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๐ มีข้อความตอนหนึ่งเทิดพระเกียรติไว้ว่า

"แม่ที่ดีย่อมรู้จักส่งเสริมธำรงรักษาศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ เพราะแม่ทราบดีว่าถ้าขาดสิ่งเหล่านี้แล้วความเป็นไทยที่แท้จริงจะมิปรากฏอยู่บนผืนแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเรา

แม่ที่ดีย่อมประพฤติปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี ตามระบอบของการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข โดยรักเคารพและเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด

หญิงไทยทุกคน ย่อมจะมีคุณลักษณะต่างๆ ของแม่ที่ดีดังกล่าวข้างต้นอยู่แล้ว จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการศึกษาและการฝึกอบรม แต่จะหาหญิงใดที่มีคุณลักษณะครบถ้วนทุกประการเสมอเหมือนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ นั้นไม่ง่ายนัก ด้วยเหตุนี้เราจึงขอเทิดทูนพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ ว่าทรงเป็นแม่หลวงของปวงชน ผู้ทรงเป็นศรีสง่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของบ้านเมืองและของประชาชนชาวไทยทั้งมวล"

ดังกล่าวนี้เป็นเรื่องของวันแม่ของชาติตามเหตุผลของทางราชการ

ส่วนที่เกี่ยวกับวันแม่ของไทยตามความรู้สึกนึกคิดทั่วไปของคนไทยผู้เป็นแม่ คำว่า แม่ นี้เป็นคำที่ซาบซึ้ง ไม่มีการกำหนดวัน เวลา แต่มีความหมายลึกซึ้งกินใจของผู้เป็นแม่และลูกมานานแล้ว ดังสำนวนไทยประโยคหนึ่งว่า "แม่ใครมาน้ำตาใครไหล" ซึ่งพระวรเวทย์พิสิฐได้อธิบายไว้ในหนังสือวรรณกรรมเรื่อง "แม่" ว่า

"เด็กไทยตามหมู่บ้านในสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นเด็กมักเล่นกันเป็นหมู่ๆ เด็กคนไหนแม่อยู่บ้าน เวลาเขาเล่นอยู่ในหมู่เพื่อนหน้าตาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เด็กคนไหนที่แม่ไม่อยู่บ้าน ต่างว่าไปทำมาหากินไกลๆ หรือไปธุระที่ไหนนานๆ ก็มีหน้าตาเหงาหงอย ถึงจะเล่นสนุกสนานไปกับเพื่อนในเวลานั้นก็พลอยสนุกไปแกนๆ จนเด็กเพื่อนๆ กันรู้กิริยาอาการ เพราะฉะนั้น พอเด็กๆ เพื่อนๆ แลเห็นแม่เดินกลับมาแต่ไกลก็พากันร้องขึ้นว่า แม่ใครมาน้ำตาใครไหล แล้วเด็กคนนั้นผละจากเพื่อเล่นวิ่งไปหาแม่ กอดแม่ น้ำตาไหลพรากๆ ด้วยความปลื้มปีติ แล้วจึงหัวเราะออกลักษณะการที่เด็กแสดงออกมาจากน้ำใจอันแท้จริงอย่างนั้นย่อมเกิดจากความสนิทสนม ชิดเชื้อมีเยื่อใยต่อกัน แม่ไปไหนจากบ้านก็คิดถึงลูกและลูกก็เปล่าเปลี่ยวใจเมื่อแม่ไม่อยู่บ้าน นี่คือธรรมชาติ ไม่มีใครสร้างสรรค์บันดาล มันเกิดขึ้นเอง"

และอีกตอนหนึ่งในหนังสือเล่มเดิมที่อ้างข้างต้นให้ความหมายของคำว่า "แม่" ว่า

"เสียงที่เปล่งออกมาจากปาก เป็นคำที่มีความหมายว่า แม่เป็นเสียและความหมายที่ซึ้งใจมีรสเมตตาคุณ กรุณาคุณ และความรักอยู่ในคำนี้บริบูรณ์ เด็กน้อยที่เหลียวหาแม่ไม่เห็นก็ส่งเสียงเรียกตะโกนเรียก แม่ แม่ ถ้าไม่เห็นก็ร้องไห้จ้า ถ้าเห็นแม่มาก็หัวเราะทั้งน้ำตา นี่เพราะอะไร เราเดาใจเด็กว่า เมื่อไม่เห็นแม่ เด็กต้องรู้สึกใจหายดูเหมือนเขาจะรู้สึกว่าขาดผู้ที่ปกปักรักษาให้ปลอดภัย แต่พอเห็นแม่เข้าเท่านั้นก็อุ่นใจ ไม่กลัวเกรงอะไรทั้งหมด

เราที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว เมื่อเอ่ยคำว่าแม่ทีไร ก็มักจะรู้สึกเกินออกไปจากความหมายที่เป็นชื่อเท่านั้น ย่อมนึกถึงความสัมพันธ์ที่แม่มีต่อเราเกือบทุกครั้ง แม่รักลูกถนอมลูก สงสารลูก หวังดีต่อลูก จะไปไหนจากบ้านก็เป็นห่วงลูก รับประทานอะไรก็คิดถึงลูก ถึงกับแบ่งของรับประทานนั้นไว้ให้ลูก ลักษณะเหล่านี้ย่อมตรึงใจเรามิวาย"

อย่างไรก็ตาม การที่ทางราชการประกาศกำหนดวันที่ ๑๒ สิงหาคม ของทุกปีเป็น วันแม่แห่งชาติ ย่อมก่อให้เกิดวันอันเป็นที่ระลึกที่สำคัญยิ่งของไทยเราวันหนึ่งและกำหนดให้ถือว่า ดอกมะลิสีขาวบริสุทธิ์เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามของแม่ผู้ให้กำเนิดแก่ตัวเรา อย่างคำประพันธ์บทดอกสร้อยชื่อ แม่จ๋า ของ ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา ที่ว่า

ดอกเอ๋ยดอกมะลิ
ถึงยามผลิกลิ่นพราวสกาวต้น
สดสะอาดปราศสีราคีระคน
เหมือนกมลสดใสหมดระคาย

กลิ่นมะลิหอมกระไรไม่รู้สร่าง
เปรียบได้อย่างรักแท้ไม่แปรหาย
อันรักแท้แลหัวใจได้บรรยาย
ขอเชิญทาย ณ ที่ไหนจากใครเอย


วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พิธีเปิดโอลิมปิก 2012 พิธีเปิดลอนดอนเกมส์
เริ่มแล้วมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก โอลิมปิกเกมส์ 2012 (ลอนดอนเกมส์2012) เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่เมื่อคืนที่ผ่านมาเวลา 03.00 น. ตามเวลาบ้านเรา
เว็บไซต์เดลิเมลของอังกฤษ รายงานเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ชาวอังกฤษนับแสนคนแห่ชมขบวนวิ่งคบเพลิงโอลิมปิก ในช่วงสุดท้ายก่อนจะมีพิธีเปิดการแข่งขันอย่างยิ่งใหญ่ในวันนี้ (27 ก.ค.) ขณะที่เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคทเธอรีน พร้อมกับเจ้าชายแฮร์รี่ ทรงออกมาต้อนรับขบวนการวิ่งคบเพลิงในครั้งนี้ด้วย
รายงานระบุว่า หลังจากประเทศอังกฤษ เจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก ลอนดอนเกมส์ 2012 ได้เตรียมการแข่งขันโอลิมปิกมานานกว่า 7 ปี และมีการวิ่งคบเพลิงไปทั่วอังกฤษตลอดระยะเวลา 69 วัน เป็นระยะทางกว่า 12,800 กิโลเมตร ในที่สุด คบเพลิงก็เดินทางมาถึงปลายทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมันก็จะถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ที่โอลิมปิก สเตเดียม ในค่ำคืนนี้ เพื่อเป็นการเปิดฉากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้ชมทั่วโลกเป็นสักขีพยานในความยิ่งใหญ่ที่จะได้เห็นในค่ำคืนนี้
สำหรับวันสุดท้ายของการวิ่งคบเพลิงโอลิมปิก นักวิ่งคบเพลิงก็ได้วิ่งผ่านสถานที่สำคัญหลายแห่งในกรุงลอนดอน ไม่ว่าจะเป็นมหาวิหารเซนต์ปอล ถนนดาวนิง และพระราชวังบัคกิงแฮม ซึ่งงานนี้ เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคทเธอรีน ดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ พร้อมทั้งเจ้าชายแฮร์รี่ ก็ทรงออกมาต้อนรับและชมการวิ่งคบเพลิงด้วย
ส่วนการซ้อม พิธีโอลิมปิก 2012 เปิดอันยิ่งใหญ่ตระการตานั้น มีรายงานว่า ได้ซ้อมใหญ่ครั้งสุดท้ายไปเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยการแสดงในพิธีเปิดครั้งนี้ จะบอกเล่าถึงความเป็นมา และวิถีชีวิตชาวอังกฤษตั้งแต่โบราณมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งต้องใช้ทีมงานและคนแสดงรวมแล้วกว่า 15,000 คน พร้อมทั้งยังมีการนำสัตว์ต่าง ๆ เข้ามาร่วมแสดงด้วย และที่สำคัญคือ งานนี้ มีคนดังจากวงการต่าง ๆ ปรากฎตัวในพิธีเปิดหลายคนเลยทีเดียว อาทิ เดวิด เบ็คแฮม, แดเนียล เครก, มูฮัมหมัด อาลี, ไมเคิล จอร์แดน, เซอร์ พอล แม็คคาร์ทนีย์ จากวงสี่เต่าทอง “เดอะ บีทเทิลส์” เป็นต้น
ขณะที่ทางด้านสื่อมวลชนต่าง ๆ ทั้งในอังกฤษ และแถบยุโรป ก็ได้มีการลงข่าวเกาะติดพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในครั้งนี้ รวมถึงเว็บไซต์กูเกิล ที่งานนี้มีการเปลี่ยนดูเดิลใหม่ เพื่อต้อนรับพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกโดยเฉพาะ
ทั้งนี้ สำหรับพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาพิธีโอลิมปิก 2012 ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในค่ำคืนนี้ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร จะทรงเป็นประธานในพิธี ขณะที่เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคทเธอรีน ดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เจ้าชายแฮร์รี่ รวมทั้งประมุข ผู้แทนประมุข และผู้นำจากประเทศต่าง ๆ มากมาย ก็จะเข้าร่วมชมพิธีเปิดในค่ำคืนนี้ ขณะที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพิธีเปิดในฐานะผู้แทนประมุขจากประเทศไทย


เพลงพระคุณเเม่

http://youtu.be/lyZ0wJgPRdU